ในสมัยโบราณของจีน ครอบครัวไหนมีลูกสาว จะไม่ค่อยภูมิใจและดีใจนักเท่ามีลูกชาย ดังที่เราเคยได้ยินเรื่องครอบครัวคนจีนบังคับให้ลูกสาวปลอมเป็นผู้ชายตั้งแต่เกิด เพียงเพราะอับอายที่ไม่มีลูกชายสืบสกุลเหมือนครอบครัวอื่นในหมู่บ้านของตน . แต่ปัจจุบัน ผู้หญิงจีน เริ่มมีสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์และศรี เท่าเทียมกับผู้ชาย โดยได้รับการยอมรับจากสังคมมากยิ่งขึ้นว่า เป็นผู้หญิง ก็ทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวและสร้างอนาคตที่ดีได้ ดังที่เราได้เห็นจากผู้หญิงเก่งที่เป็นระดับผู้บริหารชั้นนำของโลกจำนวนมาก เช่น ลูซี่ เผิง เหล่ย ผู้ร่วมก่อตั้งอาณาจักรอาลีบาบา , เจน เจียซุน CEO ของCTRIP บริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลก . ถ้ามองย้อนกลับไป ประเด็นเรียกร้องสิทธิสตรีในประเทศจีน เริ่มได้รับความสนใจทั้งในจีนและทั่วโลก เมื่อปี 2554 มีข่าวดังเกี่ยวกับ Kim Lee สาวอเมริกันที่แต่งงานกับเศรษฐีชาวจีน เจ้าของธุรกิจสอนภาษาอังกฤษชื่อดังของจีน ได้ออกมาโพสต์รูปของเธอที่มีร่องรอยการโดนทำร้ายบนโลกโซเชียลจีน และฟ้องหย่าสามีในเวลาต่อมา ในข้อหา “ทำร้ายร่างกาย” ทำให้ประเด็นเรียกร้อง “ยุติความรุนแรงในครอบครัว และสิทธิสตรี”ในจีน ปะทุขึ้นมา . มองมาที่ปัจจุบัน เราได้เห็นการเจริญงอกงามของ สิทธิสตรีจีนมากขึ้น เริ่มจากชัยชนะของการออกกฎหมายว่าด้วยการใช้ความรุนแรงในครอบครัวได้ถูกนำมาบังคับใช้ทั่วประเทศจีน ในปี 2559 หลังจากมีการเรียกร้องมานานพอสมควร . แต่ประเด็น สิทธิสตรีจีนและการถูกคุมคามในจีน ยังคงมีการพูดถึงอย่างต่อเนื่อง จากหลายข่าวฉาวในจีน ซึ่งทำให้เห็นว่า ไม่ได้มีแค่ปัญหาการทำร้ายร่างกายหรือคุกคามผู้หญิงจีนในครอบครัวเท่านั้น แต่ในระดับที่ทำงาน หรือองค์กร รวมถึงมหาวิทยาลัย ก็มีปัญหานี้ ระหว่าง อาจารย์ชายและนักศึกษาหญิง อย่างข่าวฉาวที่ถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อปี 2561 ถึงหลายกรณีที่อาจารย์คุกคามลูกศิษย์สาว . เช่น กรณีที่เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยหนานจิง เมื่อศาสตราจารย์รายหนึ่ง รับผลแห่งการกระทำผิดที่ได้ก่อไว้เมื่อประมาณ20ปีที่แล้ว ตอนที่สอนในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ณ ตอนนั้นเขาได้ "คุกคามทางเพศ" ต่อนักศึกษาสาวแซ่เกา โดยแม้เรื่องราวจะเกิดขึ้นมา 20ปีแล้ว แต่ ศาสตราจารย์รายนี้ยังคุกคามและข่มขู่นักศึกษา Gao จนทำให้เธอฆ่าตัวตายเมื่อ 5 เมษายน 2561 เมื่อการกระทำของเขาถูกตีแผ่ออกมาโดยครอบครัวของอดีตนักศึกษาผู้นี้ ทางต้นสังกัดมหาวิทยาลัยหนานจิง มีมติถอดเขาออกจากตำแหน่งในมหาวิทยาลัยโดยทันที รวมถึงมหาวิทยาลัยครุศาสตร์เซี่ยงไฮ้ ที่ เขาเป็นอาจารย์พิเศษ ก็ได้ยกเลิกสัญญาจ้างเช่นกัน . โดยในช่วงปี 2561 มีเหตุการณ์คุกคามทางเพศต่อนักศึกษาในจีนเกิดขึ้นหลายครั้ง จนมีการเรียกร้องจากสังคมออนไลน์จีน โดยการติดแฮชแท็ก 我也是 ฉันก็ด้วย เพื่อเล่าเหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน และออกมาแสดงจุดยืน “เรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาคุกคามทางเพศในมหาวิทยาลัย และภายในองค์กร” “ที่น่าสนใจคือ ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง พบว่า มากกว่า 30% ของนักเรียนนักศึกษาสาวจีนเคยถูกคุกคามทางเพศ” . นอกเหนือจากการคุกคามทางเพศในมหาวิทยาลัยและองค์กรในจีน ยังมีประเด็น “การถูกกีดกันสำหรับการทำงานหรือสมัครงานในองค์กร ที่เลือกรับเฉพาะ ผู้ชาย” โดยคราวนี้เป็นทีของบริษัทอาลีบาบาและอีกหลายบริษัทชื่อดังในจีน ถูกกระแสโซเชียลจีนเรียกร้องให้ “เลิกกีดกันและใส่คุณสมบัติสมัครงานที่กีดกันทางเพศ” . จนเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา เริ่มมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของสตรีจีน รัฐบาลท้องถิ่นกรุงปักกิ่งได้ออกกฎหมาย "ห้าม บริษัทในปักกิ่งทำการกระทำลักษณะแบ่งแยกชายหญิงในการคัดเลือกเข้าทำงาน" รวมถึงการให้กรอก "สถานภาพสมรส" ในใบสมัคร ก็ห้ามทำ โดยรายละเอียดของกฎหมายข้อนี้ ครอบคลุมหลายประเด็นของการคัดเลือกเข้าทำงานที่เคยมีในก่อนหน้านี้ในลักษณะที่อาจจะเข้าข่ายแบ่งแยกเพศ เช่น การระบุรับเฉพาะเพศชาย จะโดนแบน ห้ามทำอีกต่อไป การสอบถามสถานภาพสมรสของฝ่ายหญิงว่า แต่งงานหรือยังโสด ก็ห้ามมีการสอบถาม ห้ามมีให้กรอกในใบสมัครด้วย สมัยก่อน ผู้หญิงจีนจะต้องตรวจการตั้งครรภ์ในขั้นตอนการตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน แต่ตามกฎใหม่ออกมานี้ของทางรัฐบาลปักกิ่ง บอกชัดเจนว่า "ต่อไปนี้ตรวจการตั้งครรภ์จะไม่มีในรายการตรวจสุขภาพของผู้หญิงในกระบวนการคัดเลือกเข้าทำงานในบริษัทที่ปักกิ่งอีกต่อไป" หากบริษัทไหนฝ่าฝืนจะโดนปรับ 10,000 -50,000 หยวน (ประมาณ 50,000 -250,000บาท) แล้วถ้าบริษัทไหนยังไม่ยอมแก้ไข ก็จะโดนเพิกถอนใบอนุญาตสำหรับงานทรัพยากรบุคคล หรือ HR ในบริษัท การเคลื่อนไหวของรัฐบาลปักกิ่งในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อต้องการให้สิทธิของผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชายมากขึ้น . จากเท่าที่ศึกษาข้อมูลพบว่า ยังมีหลายเรื่องเหมือนกัน ที่สาวจีนยังคงรู้สึกว่าไม่เท่าเทียมผู้ชาย และมีการเรียกร้องสิทธิอยู่จนถึงขณะนี้ เช่น ประเด็นการขอเลี้ยงดูบุตรหลังจากหย่าร้าง ก็ต้องติดตามต่อไปว่า จะเป็นเช่นใดต่อไป แต่เท่าที่เล่ามา ก็น่าจะทำให้เห็นภาพแล้วว่า ตอนนี้สิทธิเสรีภาพของสตรีจีนกำลังค่อยๆเบ่งบานในแดนมังกร ชุดความคิดย้อนแย้งมานาน เอาจริงๆ ทุกบ้าน ทุกคน จะถูกปลูกฝังมาว่าจะเอาแต่ลูกชาย ไว้ทำงาน ไว้สืบสกุล จะได้ร่ำรวย ถึงขนาดบางบ้านพอคลอดออกมาเป็นลูกสาวฆ่าทิ้งก็มี หรือไม่ก็เอาไปทิ้ง เพราะลูกสาวเลี้ยงแล้วช่วยงานบ้านได้ไม่นาน เดี๋ยวก็แต่งออกไปเป็นคนใช้(สะใภ้)บ้านคนอื่น แล้วถ้าทุกบ้านคิดแบบนี้ ทีนี้จะเอาผู้หญิงที่ไหนมาเป็นสะใภ้ เป็นแม่ของลูก? ผู้ชายจะแตกหน่อกันเองรึไง แล้วถ้าดูจากซีรี่ส์ที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมเก่าๆ ไม่ว่าจะแนวในวัง นอกวัง จะพบว่าผู้หญิงน่ะตัวร้ายเลย มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังทุกเรื่องอะ แสดงให้เห็นว่าความจริงแม้สังคมจะกด แบ่งแยกเพศไม่เท่าเทียม แต่ผู้หญิงก็ยังมีอำนาจอยู่ดี ถถถถ อย่าว่าแต่จีนเลยครับ ทุกวันนี้ ผู้หญิงทั้งโลกได้รับการให้เกียรติหมดแล้วครับ โดยเฉพาะผู้เป็น”เมีย” สิทธิของเธอชั่งแตกต่างจากสมัยก่อนอย่างยิ่ง เมื่อก่อนต้องทำงานบ้านเลี้ยงลูก สมัยนี้แค่พูดว่ากวาด บ้านก็สะอาด แค่พูดว่าถู พื้นก็สะอาดแล้ว ไม่ต้องออกแรงเลยครับ 555555 เราเนี่ยเดี่ยว​นี้โตขค้นดูซีรี่ย์ จีน ไต้หวันไม่จบอ่ะ ลำไย​วัฒนธรรม​ประเพณี ผญ.แต่งไปแล้วต้องดูแลทุกคนในครอบครัวฝ่ายชาย อะไรงี้ ไม่ไหวจะดูอ่ะ เพราะความจริงคนจีนมีลูกน้อย ยุคเราอ่ะลูกสาวก็โดนสปอยทุกคนแหละ พอแต่งกันผช.ที่โดนสปอยมาเหมือนกัน การหย่าร้างก็พุ่ง เพราะค่านิยมชายเป็นใหญ่นี่แหละ ผญ.ไม่ทนละนะ
ผู้รับทำบัญชี
ศูนย์รวมแนะแนวศึกษาต่อจีน แนะแนวการเรียนต่อประเทศจีน เรียนที่ประเทศจีน เรียนภาษาจีน ทุนเรียนต่อจีน เรียนจีนติดต่อไหนดี เรียนต่อจีนบริษัทไหนดี เอเย่นเรียนต่อจีน อยากเรียนต่อจีน ไปเรียนภาษาที่จีนเมืองไหนดี เรียนภาษาที่จีน เรียนต่อจีน สนใจโฆษณาเว็บไซต์ www.เรียนต่อจีน.net ติดต่อ Line: @guruonlineclub